top of page

เมื่อไหร่จะหยุดตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรม: คู่มือสำหรับผู้หญิงวัย 70+

คำตอบสั้น: ไม่มีอายุที่ "ต้องหยุด" ตรวจแมมโมแกรมตายตัว การตัดสินใจควรพิจารณาจากอายุขัยคาดหวัง (life expectancy) มากกว่า 10 ปี สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วยเอง หากคุณอายุเกิน 75 ปีแต่ยังแข็งแรงและพร้อมรับการรักษาถ้าพบมะเร็ง การตรวจต่อก็ยังมีประโยชน์ โรงพยาบาลนมะรักษ์แนะนำให้ปรึกษาศัลยแพทย์เต้านมเพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

แนวทางสากลกล่าวว่าอย่างไรเรื่องอายุที่ควรหยุดตรวจแมมโมแกรม

คำถามที่ว่า "เมื่อไหร่ควรหยุดตรวจแมมโมแกรม" เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียวแม้แต่ในแนวทางระดับโลก แต่ละองค์กรมีคำแนะนำที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้:

  • US Preventive Services Task Force (USPSTF) 2024: แนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมทุก 2 ปีในผู้หญิงอายุ 40–74 ปี และระบุว่า "หลักฐานยังไม่เพียงพอ" สำหรับการตรวจในผู้หญิงอายุ 75 ปีขึ้นไป

  • American College of Radiology (ACR) และ Society of Breast Imaging (SBI): แนะนำให้ตรวจทุกปีตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยไม่มีกำหนดอายุสูงสุด หากผู้ป่วยยังมีสุขภาพดี

  • NCCN Guidelines 2026: สำหรับผู้หญิงอายุ 75 ปีขึ้นไป ให้ประเมินประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจตรวจต่อ

  • American Cancer Society (ACS): แนะนำให้ตรวจต่อตราบที่ผู้ป่วยยังมีอายุขัยคาดหวังอย่างน้อย 10 ปี

จุดร่วมของแนวทางเหล่านี้คือ การตัดสินใจในวัยสูงอายุควรพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ใช้อายุเป็นเกณฑ์เดียว

ทำไมอายุไม่ใช่ตัวตัดสินเดียว

ผู้หญิงอายุ 70 ปีบางคนแข็งแรงกว่าผู้หญิงอายุ 55 ปีบางคน ดังนั้นการใช้ "อายุ" อย่างเดียวเป็นเกณฑ์ตัดสินจึงไม่ยุติธรรม แพทย์จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน:

  • สุขภาพโดยรวม — มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่ เช่น โรคหัวใจรุนแรง มะเร็งอื่น ไตวาย ภาวะสมองเสื่อม

  • ความสามารถในการดูแลตัวเอง — ยังทำกิจวัตรประจำวันได้เองหรือไม่

  • ความต้องการของผู้ป่วย — หากพบมะเร็ง ยินดีรับการรักษา (ผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด) หรือไม่

  • ประวัติความเสี่ยง — เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีการกลายพันธุ์ยีน BRCA เคยฉายแสงบริเวณทรวงอก

  • ความหนาแน่นของเนื้อเต้านม (dense breast)

ข้อเท็จจริงสำคัญที่หลายคนไม่ทราบคือ ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นตามอายุ ผู้หญิงอายุ 70 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้หญิงอายุ 40 ปีอย่างชัดเจน ดังนั้นการหยุดตรวจเพียงเพราะ "แก่แล้ว" อาจทำให้พลาดการวินิจฉัยมะเร็งในช่วงที่ความเสี่ยงสูงสุด

แนวคิด "อายุขัยคาดหวัง 10 ปี" คืออะไร

หลักการที่แนวทางระดับโลกใช้ร่วมกันคือ ประโยชน์จากการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะเห็นผลต่อเมื่อผู้ป่วยมีชีวิตอยู่นานพอ

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์คือ มะเร็งเต้านมที่ตรวจพบจากแมมโมแกรมในระยะเริ่มต้น มักใช้เวลา 5–10 ปี กว่าจะแสดงผลต่ออัตราการรอดชีวิต เพราะฉะนั้นหากผู้ป่วยมีอายุขัยคาดหวังเหลือน้อยกว่า 10 ปี (เช่น มีโรคร้ายแรงที่ลุกลาม) การตรวจอาจไม่ทันได้ประโยชน์ แต่โทษจากการตรวจ เช่น ผลบวกปลอม การทำ biopsy โดยไม่จำเป็น และ overdiagnosis จะเกิดขึ้นทันที

วิธีประเมินอายุขัยคาดหวังคร่าวๆ

แพทย์มักใช้เครื่องมือเช่น ePrognosis Calculator หรือประเมินจาก:

  • อายุปัจจุบัน + อายุเฉลี่ยประชากรไทย (ผู้หญิงไทยอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี)

  • จำนวนและความรุนแรงของโรคประจำตัว

  • ระดับความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (functional status)

ตัวอย่าง: ผู้หญิงไทยอายุ 72 ปี แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว มีอายุขัยคาดหวังราว 15 ปี — ควรตรวจต่อ

ผู้หญิงอายุ 72 ปี มีหัวใจวาย + ภาวะสมองเสื่อม มีอายุขัยคาดหวังอาจน้อยกว่า 5 ปี — อาจพิจารณาหยุดตรวจ

ประโยชน์และโทษของการตรวจแมมโมแกรมในผู้สูงวัย

ประโยชน์

  • พบมะเร็งระยะเริ่มต้นที่รักษาหายได้

  • ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม

  • หลีกเลี่ยงการรักษาที่ซับซ้อน (เช่น เคมีบำบัด) ที่มักใช้กับมะเร็งระยะลุกลาม

โทษที่ต้องชั่งน้ำหนัก

  • ผลบวกปลอม (false positive) — ทำให้ต้องตรวจซ้ำ biopsy โดยไม่จำเป็น และก่อความวิตกกังวล

  • Overdiagnosis — พบมะเร็งที่เติบโตช้ามากและอาจไม่ก่อปัญหาในช่วงชีวิตที่เหลือ แต่กลับต้องรับการรักษา

  • ความไม่สบายจากการตรวจ — การกดเต้านมอาจทำให้เจ็บในผู้สูงวัยที่มีกระดูกบาง

  • ภาระค่าใช้จ่ายและเวลา

งานวิจัยพบว่า 38% ของผู้หญิงอายุ 75 ปีขึ้นไปในสหรัฐฯ ที่มีอายุขัยคาดหวังน้อยกว่า 10 ปี ยังได้รับการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งสะท้อนปัญหา over-screening ที่ทำให้ได้รับโทษมากกว่าประโยชน์

กรณีไหนที่ควรตรวจต่อ แม้อายุเกิน 75

พิจารณาตรวจต่อหากมีคุณสมบัติเหล่านี้:

  • มีสุขภาพโดยรวมดี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง

  • คาดว่ามีอายุขัยเหลือมากกว่า 10 ปี

  • ยินดีรับการรักษาหากพบมะเร็ง

  • มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมีความเสี่ยงสูง เช่น BRCA mutation

  • ยังทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ การตรวจแมมโมแกรมทุกปีหรือทุก 2 ปี ยังให้ประโยชน์ชัดเจน

กรณีไหนที่ควรหยุดตรวจหรือตรวจน้อยลง

พิจารณาหยุดหรือลดความถี่การตรวจเมื่อ:

  • มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่จำกัดอายุขัย เช่น มะเร็งระยะลุกลาม หัวใจวายรุนแรง ไตวายระยะสุดท้าย

  • ภาวะสมองเสื่อมระยะปานกลางถึงรุนแรง

  • ผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะไม่รับการรักษาหากพบมะเร็ง

  • ไม่สามารถเข้ารับการตรวจได้ด้วยเหตุผลทางร่างกาย (นอนติดเตียง เป็นต้น)

ในกรณีเหล่านี้ การตรวจอาจสร้างภาระโดยไม่ให้ประโยชน์จริง

การตัดสินใจร่วมกับแพทย์ (Shared Decision-Making)

การตัดสินใจหยุดตรวจแมมโมแกรมเป็นเรื่องส่วนบุคคลและควรทำผ่านการพูดคุยกับแพทย์ คำถามที่ควรถามศัลยแพทย์เต้านมของคุณ:

  1. สุขภาพโดยรวมของฉันดีพอที่จะได้ประโยชน์จากการตรวจต่อหรือไม่?

  2. หากพบก้อนที่น่าสงสัย ฉันควรและต้องการรับการรักษาหรือไม่?

  3. ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมของฉันคือเท่าไหร่?

  4. มีวิธีตรวจอื่นที่เหมาะกับผู้สูงวัยมากกว่าหรือไม่?

สรุปการตัดสินใจ

  • อายุขัยคาดหวัง — ตรวจต่อ: มากกว่า 10 ปี | พิจารณาหยุด: น้อยกว่า 5–10 ปี

  • โรคประจำตัว — ตรวจต่อ: ไม่มีหรือน้อย | พิจารณาหยุด: รุนแรงหลายโรค

  • ความสามารถ — ตรวจต่อ: ช่วยเหลือตัวเองได้ | พิจารณาหยุด: ติดเตียงหรือต้องพึ่งพา

  • ความต้องการรักษา — ตรวจต่อ: ยินดีรับการรักษา | พิจารณาหยุด: ไม่ต้องการรักษา

  • ความเสี่ยงมะเร็ง — ตรวจต่อ: สูง (BRCA เคยเป็น) | พิจารณาหยุด: เฉลี่ย

คำถามที่พบบ่อย

อายุ 75 ปีควรหยุดตรวจแมมโมแกรมหรือยัง?

ไม่จำเป็นต้องหยุดที่อายุ 75 ปี หากยังมีสุขภาพดีและคาดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกอย่างน้อย 10 ปี แนวทางของ American College of Radiology และ NCCN แนะนำให้พิจารณาจากสุขภาพโดยรวมมากกว่าอายุ ควรปรึกษาศัลยแพทย์เต้านมเพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

ถ้าแม่อายุ 80 ปี แข็งแรงดี ควรพาไปตรวจแมมโมแกรมต่อไหม?

หากคุณแม่ยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ และพร้อมรับการรักษาหากพบมะเร็ง การตรวจต่อยังให้ประโยชน์ได้ โดยอาจเปลี่ยนเป็นทุก 2 ปีเพื่อลดภาระ แนะนำให้พูดคุยกับแพทย์ถึงความต้องการของคุณแม่โดยตรง

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รักษาหายแล้วต้องตรวจไปตลอดชีวิตหรือไม่?

ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งซ้ำหรือในอีกข้าง จึงควรตรวจแมมโมแกรมทุกปีต่อเนื่อง ตราบที่สุขภาพโดยรวมยังดีและมีอายุขัยคาดหวังเพียงพอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเรื่องแนวทางการตรวจติดตามเฉพาะบุคคล

หยุดตรวจแมมโมแกรมแล้ว ยังต้องตรวจเต้านมด้วยตัวเองไหม?

ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งต่อไป แม้หยุดตรวจแมมโมแกรมแล้ว หากคลำพบก้อน ผิวหนังเปลี่ยน หัวนมบุ๋ม หรือมีน้ำออกจากหัวนม ควรรีบพบแพทย์ทันที การตรวจด้วยตัวเองยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเฝ้าระวังแม้ในวัยสูงอายุ

การตรวจแมมโมแกรมในผู้สูงวัยเจ็บมากกว่าหรือไม่?

ผู้สูงวัยบางท่านอาจรู้สึกเจ็บมากกว่าเนื่องจากผิวหนังบางและกระดูกบาง แต่การตรวจ 3D mammogram สมัยใหม่ใช้แรงกดน้อยลงและแม่นยำขึ้น ที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ทีมเทคนิคการแพทย์ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะสำหรับดูแลผู้สูงวัย เพื่อให้การตรวจเป็นมิตรและแม่นยำที่สุด

มีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เหมาะกับผู้สูงวัยมากกว่าแมมโมแกรมไหม?

แมมโมแกรมยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดในปัจจุบัน อัลตราซาวด์เต้านมอาจใช้เสริมในผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น ส่วน MRI มักใช้เฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น BRCA ไม่ใช่การคัดกรองทั่วไป ควรปรึกษาศัลยแพทย์เต้านมเพื่อวางแผนที่เหมาะสม

เกี่ยวกับโรงพยาบาลนมะรักษ์

โรงพยาบาลนมะรักษ์เป็นศูนย์เฉพาะทางด้านเต้านมและมะเร็งเต้านมในกรุงเทพฯ ดูแลทั้งการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย ผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสงในห้องผ่าตัด (IORT) โดยทีมศัลยแพทย์เต้านมเฉพาะทาง หากคุณหรือคนในครอบครัวกำลังพิจารณาว่าควรตรวจต่อหรือหยุดตรวจแมมโมแกรม ทีมแพทย์ของเรายินดีให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล นัดปรึกษาแพทย์

ตรวจสอบเนื้อหาโดย: ทีมศัลยแพทย์เต้านม โรงพยาบาลนมะรักษ์

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

แหล่งอ้างอิง:

  • US Preventive Services Task Force. Breast Cancer Screening Recommendation 2024

  • NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology: Breast Cancer Screening and Diagnosis Version 1.2026

  • American College of Radiology (ACR) Appropriateness Criteria: Female Breast Cancer Screening 2023 Update

  • American Cancer Society Breast Cancer Screening Guidelines 2025

  • Schoenborn NL, et al. Awareness of guidelines on when to stop breast cancer screening. J Am Geriatr Soc 2025

ความคิดเห็น


แพทย์โรงพยาบาลนมะรักษ์
bottom of page