top of page

💜

ข้อมูลสำหรับผู้ป่วยและญาติ

คำแนะนำก่อนและหลังการรักษา
โรคเต้านมและมะเร็งเต้านม

เตรียมตัวอย่างมั่นใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนตรวจ ก่อนเจาะชิ้นเนื้อ ก่อนผ่าตัด ก่อนให้ยาเคมีบำบัด ไปจนถึงการดูแลตนเองและการฟื้นฟูหลังการรักษา

การเตรียมตัวก่อนการตรวจหรือการรักษา และการดูแลตนเองหลังการรักษา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจขั้นตอน ลดความกังวล และสังเกตอาการผิดปกติได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลนมะรักษ์รวบรวมคำแนะนำพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยและญาติไว้ให้แล้ว

💜คำแนะนำในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไป การดูแลจริงอาจแตกต่างกันตามชนิดการตรวจ ชนิดการผ่าตัด สูตรยาเคมีบำบัด โรคประจำตัว และดุลยพินิจของแพทย์ กรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีมรักษาเสมอ

1. การเตรียมตัวก่อนการตรวจ

การเตรียมตัวก่อนตรวจเต้านมไม่ยุ่งยาก เพียงเตรียมเอกสาร ผลตรวจเดิม และหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจรบกวนการตรวจ ก็ช่วยให้การตรวจราบรื่นและแม่นยำขึ้น

  • ก่อนตรวจคัดกรองด้วยดิจิทัลแมมโมแกรม / อัลตราซาวด์

    • หากยังมีประจำเดือน ควรเลือกช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง เช่น ประมาณ 7-10 วันหลังประจำเดือนหมด

    • วันตรวจควรงดทาแป้ง โรลออน น้ำหอม โลชั่น หรือครีมบริเวณเต้านมและรักแร้

    • สวมเสื้อแบบแยกชิ้น เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนชุดตรวจ

    • หากเคยตรวจมาก่อน นำผลและฟิล์ม/ไฟล์ภาพเดิมมาด้วยเพื่อเปรียบเทียบ

    • แจ้งเจ้าหน้าที่หากตั้งครรภ์ สงสัยว่าตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เคยผ่าตัดเต้านม หรือมีเต้านมเทียม

 

  • ก่อนเจาะชิ้นเนื้อเต้านม

    • แจ้งแพทย์เรื่องโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา หรือแพ้วัสดุทางการแพทย์

    • แจ้งยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด สมุนไพร วิตามิน

    • รับประทานอาหารได้ตามปกติ เว้นแต่ทีมแพทย์แจ้งเป็นอย่างอื่น

    • ควรมีญาติหรือผู้ติดตามมาด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ต้องใช้เวลานาน

 

  • ก่อนผ่าตัด

    • งดน้ำงดอาหารตามเวลาที่ทีมแพทย์กำหนด (แจ้งเป็นรายบุคคลก่อนวันผ่าตัด)

    • แจ้งยาประจำตัวทั้งหมด แพทย์จะพิจารณาว่ายาใดควรหยุดหรือรับประทานต่อ

    • งดสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้แผลหายดีขึ้น

    • เตรียมเอกสาร บัตรประชาชน ผลตรวจเดิม และของใช้จำเป็นหากต้องนอนโรงพยาบาล

    • เตรียมเสื้อผ้าที่ใส่และถอดง่าย เช่น เสื้อผ่าหน้า

2. การดูแลตนเองหลังการเจาะชิ้นเนื้อ

หลังการเจาะชิ้นเนื้อเต้านม ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียว การดูแลจุดเจาะให้สะอาด แห้ง และสังเกตอาการ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเลือดออก ช้ำ หรือการติดเชื้อ

  • การดูแลแผลและจุดเจาะชิ้นเนื้อ

    • กดบริเวณจุดเจาะชิ้นเนื้อตามเวลาที่พยาบาลแนะนำ เพื่อลดเลือดออกและรอยช้ำ

    • รักษาแผลให้สะอาดและแห้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการโดนน้ำ

    • อาจมีรอยช้ำ บวม หรือปวดเล็กน้อย ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้น

    • ประคบเย็นตามคำแนะนำของทีมรักษาในช่วงแรก

    • รับประทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง ไม่ซื้อยาเพิ่มเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

 

  • ข้อควรระวังหลังเจาะชิ้นเนื้อ

    • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก วิ่ง ว่ายน้ำ หรือแช่น้ำในช่วงแรก

    • ไม่แกะหรือดึงแผ่นปิดแผลก่อนเวลาที่ทีมพยาบาลแจ้ง

    • หากเลือดซึมเล็กน้อย ให้กดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด หากไม่หยุดควรติดต่อโรงพยาบาล

⚠️ สัญญาณที่ควรรีบติดต่อโรงพยาบาล

  • เลือดออกมากผิดปกติ หรือกดแล้วไม่หยุด

  • แผลบวมแดง ร้อน มีหนอง หรือมีไข้

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะค่อย ๆ ดีขึ้น

  • มีอาการบวมมากอย่างรวดเร็ว หรือรู้สึกผิดปกติบริเวณเต้านมหลังกลับบ้าน

3. การดูแลตนเองหลังการผ่าตัดเต้านม

การดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกวิธีช่วยให้แผลหายดี ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ค่อย ๆ กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย

  • การดูแลแผลผ่าตัด

    • รักษาแผลให้สะอาดและแห้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำการทำแผลของทีมพยาบาล

    • สังเกตแผลทุกวัน หากมีบวมแดง ร้อน มีหนอง หรือน้ำเหลืองผิดปกติ ควรแจ้งทีมแพทย์

    • หลีกเลี่ยงการแกะ เกา ดึงพลาสเตอร์ หรือดึงไหมก่อนเวลาที่แพทย์กำหนด

    • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ปรับยาเอง

  • การดูแลท่อระบาย (หากมี)

    • ทีมพยาบาลจะสอนวิธีดูแลและบันทึกปริมาณของเหลวก่อนกลับบ้าน

    • ระวังไม่ให้ท่อหัก พับ ถูกดึงรั้ง หรือเลื่อนหลุด

    • แจ้งทีมแพทย์หากของเหลวมีสีหรือกลิ่นผิดปกติ หรือปริมาณเพิ่มขึ้นมาก

  • การเคลื่อนไหวแขนข้างที่ผ่าตัด

    • เริ่มขยับแขนเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันข้อไหล่ติด

    • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ดึง ผลัก ด้วยแขนข้างที่ผ่าตัดในช่วงแรก

    • หากเลาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ ควรดูแลแขนเป็นพิเศษเพื่อลดความเสี่ยงแขนบวม (lymphedema)

⚠️ สัญญาณที่ควรรีบติดต่อโรงพยาบาล

  • มีไข้ หรือแผลบวมแดง ร้อน มีหนอง

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดที่ควบคุมไม่ได้ด้วยยาที่แพทย์ให้

  • แขนข้างผ่าตัดบวม ตึง หนัก หรือเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้น

  • มีเลือดออกหรือของเหลวซึมจากแผลมากผิดปกติ

  • ท่อระบายหลุด อุดตัน หรือมีปัญหาในการดูแลที่บ้าน

4. การเตรียมตัวก่อนให้ยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดเป็นการรักษาที่ใช้ยาออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย แผนการให้ยาและผลข้างเคียงแตกต่างกันตามสูตรยาและสภาพร่างกายของแต่ละราย การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยให้เข้าใจขั้นตอนและดูแลตนเองได้

💬 ใจความสำคัญ: ก่อนรับยาเคมีบำบัด ควรถามทีมรักษาให้ชัดเจนว่า "สูตรยาของฉันคืออะไร ต้องให้กี่ครั้ง มีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องระวัง และหากมีไข้หรืออาการผิดปกติควรติดต่อใคร/ช่องทางใด"

ก่อนวันให้ยา

  • ทำความเข้าใจแผนการรักษา ได้แก่ ชื่อสูตรยา จำนวนรอบ ระยะห่างระหว่างรอบ และวันนัดตรวจเลือด

  • แจ้งโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์หรือวางแผนมีบุตร และอาการผิดปกติก่อนวันนัด

  • นำรายชื่อยาทั้งหมดที่ใช้อยู่มาด้วย รวมถึงวิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม

  • ตรวจเลือดหรือการตรวจอื่น ๆ ตามที่แพทย์นัด เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย

  • ทำความเข้าใจวิธีใช้ยาแก้คลื่นไส้และยาป้องกันผลข้างเคียง

  • เตรียมช่องทางติดต่อโรงพยาบาลให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน

คืนก่อนให้ยา

  • พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และดื่มน้ำตามคำแนะนำ

  • ไม่เริ่มยาใหม่ สมุนไพร หรืออาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาทีมรักษา

  • จัดกระเป๋าใบเล็ก เช่น เอกสารนัด รายการยา เสื้อกันหนาว หนังสือ ของว่าง และน้ำดื่ม

  • หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย หรือรู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งโรงพยาบาลก่อนมารับยา

วันให้ยาเคมีบำบัด

  • ไม่ควรงดอาหารเอง เว้นแต่แพทย์สั่ง ควรรับประทานอาหารมื้อเบาที่ย่อยง่าย

  • สวมเสื้อผ้าสบาย เปิดบริเวณแขนหรือหน้าอกได้สะดวกหากมีพอร์ตให้ยา

  • มาถึงตามเวลานัด เพื่อให้มีเวลาตรวจสัญญาณชีพและเตรียมยา

  • ระหว่างให้ยา หากมีผื่น คัน แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ใจสั่น ให้แจ้งพยาบาลทันที

  • ครั้งแรกควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย

หลังได้รับยาและการสังเกตอาการ

  • รับประทานยาหลังคีโมตามแพทย์สั่งให้ครบและตรงเวลา

  • ดื่มน้ำและรับประทานอาหารสุก สะอาด ตามที่ร่างกายรับไหว

  • ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการติดเชื้อ

  • ดูแลช่องปากให้สะอาด ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม

  • จดบันทึกอาการหลังให้ยา เพื่อแจ้งแพทย์ในนัดครั้งถัดไป

⚠️ อาการหลังคีโมที่ควรติดต่อโรงพยาบาลทันที

  • มีไข้ตั้งแต่ 38°C ขึ้นไป หรือมีอาการหนาวสั่น

  • หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด หรือเวียนศีรษะมาก

  • อาเจียนมาก กินหรือดื่มไม่ได้ ท้องเสียมาก หรือมีอาการขาดน้ำ

  • มีแผลในปากรุนแรง ปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการติดเชื้อ

  • มีเลือดออกง่าย จุดจ้ำเลือดผิดปกติ อุจจาระดำ หรือปัสสาวะมีเลือด

  • ปวด บวม แดง หรือแสบมากบริเวณเส้นเลือด/ตำแหน่งให้ยา

5. โภชนาการระหว่างการรักษา

โภชนาการที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายมีแรง รับการรักษาได้ต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ดีขึ้น ความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาทีมแพทย์หรือนักโภชนาการเมื่อมีข้อสงสัย

หลักการรับประทานอาหาร

  • รับประทานอาหารหลากหลาย ครบหมู่ เน้นโปรตีนเพียงพอ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ ถั่ว

  • แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ หากกินได้น้อยหรืออิ่มเร็ว

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะช่วงที่มีคลื่นไส้หรือท้องเสีย

  • หากน้ำหนักลดเร็ว กินไม่ได้ หรืออ่อนเพลียมาก ควรแจ้งทีมรักษา

เมื่อต้องรับมือกับอาการระหว่างเคมีบำบัด

  • หากคลื่นไส้ ลองอาหารอ่อน กลิ่นไม่แรง รสไม่จัด และกินทีละน้อย

  • หากรับรสเปลี่ยน ลองปรับอุณหภูมิอาหารหรือเปลี่ยนเมนู

  • หากมีแผลในปาก เลือกอาหารนิ่ม หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แข็ง หรือกรอบ

  • รับประทานยาแก้คลื่นไส้ตามแพทย์สั่ง ไม่รอให้อาการรุนแรงก่อน

ความปลอดภัยด้านอาหาร

  • เลือกอาหารปรุงสุก สะอาด โดยเฉพาะช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารที่ไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด

  • ล้างผักผลไม้ให้สะอาด และแยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบกับอาหารสุก

  • ปรึกษาทีมแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริม

6. การฟื้นฟูกายและใจหลังการรักษา

การฟื้นฟูไม่ใช่เพียงการดูแลแผลหรือร่างกาย แต่รวมถึงการดูแลจิตใจ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิต โรงพยาบาลนมะรักษ์ใส่ใจการดูแลแบบ High Tech, High Touch ทั้งกายและใจไปพร้อมกัน

การฟื้นฟูร่างกาย

  • ทำกายบริหารแขนและไหล่ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพื่อค่อย ๆ คืนช่วงการเคลื่อนไหว

  • ค่อย ๆ กลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ไม่หักโหม และพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย

  • หากมีแขนบวม หนัก ตึง หรือผิดปกติ ควรปรึกษาทีมแพทย์

  • รักษานัดติดตามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินผลและการฟื้นตัวระยะยาว

การดูแลจิตใจ

  • ความกังวล เครียด หรือเศร้าหลังการวินิจฉัยและการรักษาเป็นเรื่องที่พบได้ และไม่ใช่ความอ่อนแอ

  • พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ครอบครัว เพื่อน หรือทีมดูแล เพื่อไม่ต้องเผชิญความรู้สึกเพียงลำพัง

  • หากความเครียดรบกวนการนอน การกิน หรือการใช้ชีวิต ควรปรึกษาทีมแพทย์เพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

ก่อนตรวจแมมโมแกรมต้องเตรียมตัวอย่างไร?

วันตรวจควรงดทาแป้ง โรลออน น้ำหอม โลชั่น หรือครีมบริเวณเต้านมและรักแร้ สวมเสื้อแบบแยกชิ้น และหากยังมีประจำเดือนควรเลือกช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง เช่น หลังประจำเดือนหมดประมาณ 7-10 วัน หรือตามคำแนะนำของแพทย์

 

หลังเจาะชิ้นเนื้อเต้านมต้องพักฟื้นนานไหม?

ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียว ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักในช่วงแรก และดูแลแผลให้สะอาด แห้ง ตามคำแนะนำของทีมรักษา

หลังเจาะชิ้นเนื้อมีรอยช้ำ ถือว่าปกติไหม?

อาจมีรอยช้ำ บวม หรือปวดเล็กน้อยบริเวณที่เจาะ และมักค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากเลือดออกมาก กดไม่หยุด แผลบวมแดง มีหนอง หรือมีไข้ ควรติดต่อโรงพยาบาล

หลังผ่าตัดเต้านมจะขยับแขนได้เมื่อไร?

ควรเริ่มขยับแขนเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยลดความตึงและป้องกันข้อไหล่ติด โดยหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก

ก่อนให้ยาเคมีบำบัดต้องอดอาหารหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่ควรงดอาหารเองก่อนให้ยาเคมีบำบัด เว้นแต่แพทย์สั่งเป็นกรณีเฉพาะ ควรรับประทานอาหารมื้อเบาหรืออาหารที่ย่อยง่าย และดื่มน้ำตามคำแนะนำของทีมรักษา

วันให้ยาเคมีบำบัดควรเตรียมอะไรไปบ้าง?

ควรนำเอกสารนัดหมาย รายการยาที่ใช้อยู่ ยาหลังคีโมที่ได้รับ เสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุม ของใช้ส่วนตัว และควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย โดยเฉพาะครั้งแรก

หลังคีโมมีไข้ควรทำอย่างไร?

หากมีไข้ตั้งแต่ 38°C ขึ้นไป หรือมีหนาวสั่น ควรติดต่อโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ต้องประเมินโดยเร็ว

ระหว่างทำเคมีบำบัดควรกินอย่างไรเมื่อคลื่นไส้?

ลองรับประทานอาหารอ่อน กลิ่นไม่แรง รสไม่จัด ทีละน้อยหลายมื้อ และรับประทานยาแก้คลื่นไส้ตามที่แพทย์สั่ง หากกินได้น้อยมาก น้ำหนักลดเร็ว หรืออาเจียนมาก ควรปรึกษาทีมรักษา

รู้สึกเครียดหรือเศร้าหลังการรักษาควรทำอย่างไร?

ความรู้สึกเหล่านี้พบได้หลังการวินิจฉัยและการรักษา การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจหรือทีมดูแลช่วยได้ หากรบกวนการใช้ชีวิต การนอน หรือการกิน ควรปรึกษาทีมแพทย์เพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม

เราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอน

โรงพยาบาลนมะรักษ์ดูแลผู้ป่วยโรคเต้านมและมะเร็งเต้านมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การเตรียมตัวก่อนการรักษา การดูแลหลังหัตถการ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม

ตรวจสอบเนื้อหาโดย: ทีมแพทย์โรงพยาบาลนมะรักษ์

แพทย์โรงพยาบาลนมะรักษ์
bottom of page