
ฉายแสงมะเร็งเต้านม และ IORT ฉายแสงในห้องผ่าตัดด้วย Intrabeam 600
โรงพยาบาลนมะรักษ์มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีการรักษามะเร็งเต้านมที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย เรามีความภูมิใจที่จะนำเสนอเทคโนโลยีการฉายแสงในห้องผ่าตัด (Intraoperative Radiation Therapy: IORT) ด้วยเครื่อง Intrabeam 600 ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดผลข้างเคียง และลดระยะเวลาในการรักษา
1. วางแผนการรักษาด้วยการฉายแสง
โรงพยาบาลนมะรักษ์ บริการวางแผนการรักษาฉายแสง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรังสีรักษา และประสานงานส่งต่อโรงพยาบาลฉายแสงพันธมิตร แบ่งเป็น
1.1 การผ่าตัดสงวนเต้านม (Breast-Conserving Surgery)
-
การฉายแสงทั่วทั้งเต้านม (Whole Breast Radiation - WBR): เป็นการฉายรังสีครอบคลุมทั้งเต้านม ใช้เวลาประมาณ 20-25 ครั้ง
-
การฉายแสงเพิ่มเติมเฉพาะจุด (Boost Radiation): อาจมีการฉายแสงเพิ่มไปยังบริเวณที่เป็นตำแหน่งของก้อนมะเร็งอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ
-
กรณีที่มะเร็งใหญ่กว่า 5 ซม. หรือเป็นแผลที่ผิวหนัง หรือ ชิดผนังทรวงอก
-
มีมะเร็งกระจายไปต่อมน้ำเหลือง
1.2 การฉายแสงหลังตัดเต้านม
1.3 การฉายแสงมะเร็งในจุดที่กลับเป็นซ้ำ เช่นผิวหนัง และกระดูก เป็นต้น

2. การฉายแสงในห้องผ่าตัด (Intraoperative Radiotherapy: IORT)
นวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็งเต้านม ที่ผสมผสานการผ่าตัดและการฉายแสงเข้าไว้ด้วยกันในขั้นตอนเดียว
ฉายแสงในห้องผ่าตัด (IORT) ด้วยเครื่อง Intrabeam 600
การฉายรังสีระหว่างการผ่าตัด (IORT) เป็นเทคนิคการให้รังสีปริมาณสูงแบบครั้งเดียว โดยฉายโดยตรงไปยังบริเวณโพรงแผลผ่าตัดทันทีหลังจากที่ศัลยแพทย์ได้นำก้อนมะเร็งออกไปแล้ว
โรงพยาบาลนมะรักษ์เลือกใช้เครื่อง Intrabeam 600 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เพื่อมอบการรักษาที่แม่นยำและปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย
ข้อดีของการฉายแสงในห้องผ่าตัด (IORT)
การรักษาด้วย IORT ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อดีหลายประการสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม:
-
ประสิทธิภาพสูงและแม่นยำ: สามารถฉายรังสีได้ทันทีหลังผ่าตัด ทำให้รังสีมุ่งตรงไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่
-
ลดความถี่ในการฉายแสง: ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถจบการฉายแสงได้ในครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพยาบาล 20-25 ครั้ง ช่วยลดภาระและประหยัดเวลา
-
ปกป้องเนื้อเยื่อปกติ: เครื่อง Intrabeam 600 ฉายรังสีเฉพาะบริเวณโพรงแผล ทำให้เนื้อเยื่อปกติและอวัยวะข้างเคียง เช่น หัวใจและปอด ได้รับผลกระทบจากรังสีน้อยมาก
-
ฟื้นตัวเร็ว: การลดจำนวนครั้งในการฉายแสง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเร็วขึ้น
-
เสริมสร้างความมั่นใจ: การรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความวิตกกังวล และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในกระบวนการรักษา
ใครที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย IORT?
IORT เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นที่ผ่านการประเมินแล้ว โดยมีเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้:
-
มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
-
ขนาดก้อนมะเร็งไม่ใหญ่เกินไป
-
ลักษณะทางพยาธิวิทยาของเซลล์มะเร็งไม่ดุร้าย
-
ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาด้วย IORT จะต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นตอนการผ่าตัดและฉายแสงด้วยเครื่อง Intrabeam 600
กระบวนการรักษาด้วย IORT ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:
-
การผ่าตัด: ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อบางส่วนออก (Lumpectomy)
-
การป้องกันอวัยวะภายใน: ก่อนการฉายแสง แพทย์จะวางแผ่นตะกั่วหรือวัสดุป้องกันพิเศษไว้ที่ฐานของโพรงแผล เพื่อป้องกันไม่ให้รังสีส่งผ่านไปยังอวัยวะสำคัญในทรวงอก เช่น ปอดและหัวใจ
-
การฉายแสง IORT: นำหัวของเครื่อง Intrabeam 600 เข้าไปในโพรงแผลและเริ่มทำการฉายรังสีโดยตรงไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย
-
ระยะเวลา: การฉายแสงใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยรวมระยะเวลาผ่าตัดและฉายแสงทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง
-
เสร็จสิ้น: หลังจากฉายแสงเสร็จ ศัลยแพทย์จะนำเครื่องมือและแผ่นป้องกันออก แล้วจึงเย็บปิดบาดแผลตามปกติ
โรงพยาบาลนมะรักษ์ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการรักษามะเร็งเต้านมด้วยเทคโนโลยี Intraoperative Radiotherapy (IORT) โดยเครื่อง Intrabeam 600 เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ลดภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลท่านอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน
หากมีคำถามหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาด้วย IORT สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราได้โดยตรง
ข้อมูลจากงานวิจัยรองรับ
การรักษาด้วย IORT มีข้อมูลสนับสนุนจากการศึกษาวิจัยระดับนานาชาติ ที่สำคัญที่สุดคือการศึกษา TARGIT-A ซึ่งเป็นการวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ IORT กับการฉายแสงทั้งเต้านมตามมาตรฐาน มีผู้ป่วยเข้าร่วม 2,298 ราย และติดตามผลต่อเนื่องยาวนานเกือบ 19 ปี
ผลการศึกษาที่ผู้ป่วยควรทราบ
การรอดชีวิตระยะยาวไม่แตกต่างกัน เมื่อติดตามถึงค่ามัธยฐาน 8.6 ปี ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม การควบคุมโรค และการเก็บรักษาเต้านมไว้ได้ ระหว่างกลุ่มที่รักษาด้วย IORT กับกลุ่มที่ฉายแสงตามมาตรฐาน
การกลับเป็นซ้ำในเต้านมสูงกว่าเล็กน้อย ที่ระยะเวลา 5 ปี กลุ่ม IORT พบการกลับเป็นซ้ำในเต้านมข้างเดิม 2.11% เทียบกับกลุ่มฉายแสงมาตรฐาน 0.95% ต่างกันประมาณ 1.16% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ล่วงหน้าว่ายอมรับได้ และหากเกิดการกลับเป็นซ้ำยังสามารถรักษาต่อได้
คุณภาพชีวิตดีกว่า ผู้ป่วยกลุ่ม IORT รายงานความเจ็บปวดน้อยกว่า มีคุณภาพชีวิตดีกว่า และผลลัพธ์ด้านความสวยงามของเต้านมดีกว่ากลุ่มที่ฉายแสงตามมาตรฐาน
นอกจากนี้ยังมีการศึกษา TARGIT-E ที่ศึกษาเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งให้ผลสอดคล้องกันในกลุ่มผู้ป่วยที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
สิ่งที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ
เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน มีสามเรื่องที่ควรทราบ
อาจต้องฉายแสงเพิ่มหลังทราบผลพยาธิวิทยา ผลชิ้นเนื้อฉบับสมบูรณ์จะทราบประมาณ 5–7 วันหลังผ่าตัด หากพบปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดคิดมาก่อน เช่น ขอบเขตการตัดไม่สะอาด พบการลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง หรือลักษณะเซลล์ก้าวร้าวกว่าที่ประเมินไว้ แพทย์จะแนะนำให้ฉายแสงทั้งเต้านมเพิ่ม จากข้อมูลการศึกษา TARGIT-A มีผู้ป่วยราว 1 ใน 5 รายที่เข้าเงื่อนไขนี้ ซึ่งยังฉายแสงเพิ่มได้ตามปกติและไม่กระทบผลการรักษา
แนวปฏิบัติสากลยังมีข้อถกเถียง แนวปฏิบัติของ American Society for Radiation Oncology (ASTRO) ยังไม่แนะนำให้ใช้ IORT เป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวนอกเหนือจากในงานวิจัยหรือทะเบียนติดตามผล โดยให้เหตุผลเรื่องอัตราการกลับเป็นซ้ำในเต้านมที่สูงกว่า ขณะที่ข้อมูลระยะยาวจาก TARGIT-A และประสบการณ์ในหลายประเทศสนับสนุนการใช้ในผู้ป่วยที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะสม เราแจ้งข้อมูลนี้เพื่อให้ผู้ป่วยทราบทั้งสองด้าน
การคัดเลือกผู้ป่วยคือหัวใจ IORT ไม่ใช่การรักษาที่ดีกว่าการฉายแสงมาตรฐานในทุกกรณี แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่ง สรุปให้เข้าใจง่ายคือเป็นการแลกความสะดวกและผลข้างเคียงที่น้อยลง กับโอกาสกลับเป็นซ้ำในเต้านมที่สูงขึ้นเล็กน้อย ผู้ป่วยแต่ละท่านให้น้ำหนักกับสองสิ่งนี้ไม่เท่ากัน การตัดสินใจจึงควรเกิดจากการพูดคุยร่วมกับแพทย์ผู้ดูแล ไม่ใช่การเลือกโดยอัตโนมัติ

