ฉายแสงมะเร็งเต้านมกี่ครั้ง? เปรียบเทียบทุกทางเลือก ตั้งแต่ 25 ครั้ง จนถึงครั้งเดียว
- รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน
- 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
ฉายแสงมะเร็งเต้านมกี่ครั้ง? เปรียบเทียบทุกทางเลือก ตั้งแต่ 25 ครั้ง จนถึงครั้งเดียว
การฉายแสงมะเร็งเต้านมในปัจจุบันใช้จำนวนครั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสูตรการรักษาที่แพทย์เลือกให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปมีตั้งแต่ 25–33 ครั้ง (สูตรดั้งเดิม ประมาณ 5–6 สัปดาห์) 15–16 ครั้ง (สูตรมาตรฐานปัจจุบัน ประมาณ 3 สัปดาห์) 5 ครั้ง (สูตรสั้นพิเศษ ภายใน 1 สัปดาห์) ไปจนถึง 1 ครั้ง ในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์และเลือกวิธีฉายรังสีระหว่างผ่าตัด (IORT) บทความนี้เรียบเรียงโดยทีมแพทย์เฉพาะทางเต้านม โรงพยาบาลนมะรักษ์ เพื่ออธิบายว่าแต่ละสูตรต่างกันอย่างไร และอะไรเป็นตัวกำหนดว่าผู้ป่วยแต่ละคนควรได้รับกี่ครั้ง
จำนวนครั้งไม่ได้แปลว่า "มากกว่าดีกว่า" หรือ "น้อยกว่าดีกว่า" — สิ่งที่สำคัญคือปริมาณรังสีรวมและรูปแบบที่เหมาะกับลักษณะโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยทีมแพทย์
ในบทความนี้
ทำไมต้องฉายแสงหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม
ฉายแสงมะเร็งเต้านมกี่ครั้ง — สรุปทุกสูตรในตารางเดียว
สูตรดั้งเดิม 25–33 ครั้ง (Conventional fractionation)
สูตรมาตรฐานปัจจุบัน 15–16 ครั้ง (Moderate hypofractionation)
สูตรสั้นพิเศษ 5 ครั้ง ใน 1 สัปดาห์ (Ultra-hypofractionation)
การฉายรังสีเฉพาะบางส่วนของเต้านม (APBI) 5–10 ครั้ง
ฉายครั้งเดียวในห้องผ่าตัด (IORT) — ใครเข้าเกณฑ์บ้าง
แล้ว "การเพิ่มรังสีตรงแผล" (Boost) ล่ะ นับเพิ่มอีกกี่ครั้ง — รวมถึงการใช้ IORT เป็น boost
อะไรเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้รับกี่ครั้ง
ผลข้างเคียงต่างกันไหมระหว่างสูตรสั้นกับสูตรยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมต้องฉายแสงหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม
การฉายรังสี (Radiotherapy) หลังการผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ในบริเวณที่ตามองไม่เห็น ซึ่งช่วยลดโอกาสที่โรคจะกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ และในผู้ป่วยบางกลุ่มยังช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในระยะยาวด้วย
ผู้ป่วยที่มักมีข้อบ่งชี้ให้ฉายรังสี ได้แก่
ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (Breast-Conserving Surgery) — เกือบทุกรายต้องฉายรังสีต่อ เพราะการผ่าตัดสงวนเต้าจะได้ผลเทียบเท่าการตัดเต้านมทั้งเต้าก็ต่อเมื่อมีการฉายรังสีร่วมด้วย
ผู้ที่ตัดเต้านมทั้งเต้าแต่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เช่น ก้อนขนาดใหญ่ มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง หรือขอบเขตการผ่าตัดไม่ปลอดภัยเพียงพอ
ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่จำเป็นต้องฉายรังสีเลย เช่น ผู้สูงอายุบางกลุ่มที่มีเนื้องอกขนาดเล็ก ตอบสนองต่อฮอร์โมน และไม่มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านฮอร์โมนแทน การตัดสินใจนี้ต้องชั่งน้ำหนักเป็นรายบุคคล
ฉายแสงมะเร็งเต้านมกี่ครั้ง — สรุปทุกสูตรในตารางเดียว
สูตรการฉายรังสี | จำนวนครั้ง | ระยะเวลา | ปริมาณรังสีโดยประมาณ |
สูตรดั้งเดิม (Conventional) | 25 ครั้ง (+ boost 5–8 ครั้ง) | 5–6 สัปดาห์ | 50 Gy |
สูตรมาตรฐานปัจจุบัน (Moderate hypofractionation) | 15–16 ครั้ง | ประมาณ 3 สัปดาห์ | 40–42.5 Gy |
สูตรสั้นพิเศษ (Ultra-hypofractionation) | 5 ครั้ง | 1 สัปดาห์ | 26 Gy |
ฉายเฉพาะบางส่วน (APBI) | 5–10 ครั้ง | 1–2 สัปดาห์ | ประมาณ 30–38.5 Gy แล้วแต่เทคนิค |
IORT (ฉายในห้องผ่าตัด) | 1 ครั้ง | ในวันผ่าตัด | 20 Gy ที่ผิวหัวฉาย (50 kV) |
แต่ละสูตรเหมาะกับใคร
สูตรดั้งเดิม — ใช้ในกรณีที่มีข้อพิจารณาเฉพาะ เช่น ต้องฉายบริเวณต่อมน้ำเหลืองในบางสถานการณ์
สูตรมาตรฐานปัจจุบัน — ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่
สูตรสั้นพิเศษ — ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ตามหลักฐาน FAST-Forward โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง
APBI — ผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์เฉพาะ
IORT — ผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่คัดเลือกตามเกณฑ์เข้มงวด หรือใช้เป็น boost ในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง
หมายเหตุสำคัญเรื่องการเทียบตัวเลขโดส: ปริมาณรังสีของ IORT ด้วยรังสีพลังงานต่ำกำหนดที่ผิวของหัวฉาย และลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อ จึงเทียบตรงกับตัวเลข Gy ของการฉายรังสีภายนอกไม่ได้ — ตัวเลข 20 Gy ของ IORT ไม่ได้แปลว่า "แรงน้อยกว่า" หรือ "มากกว่า" 26 Gy ของสูตร 5 ครั้ง เพราะวัดคนละตำแหน่งและครอบคลุมปริมาตรเนื้อเยื่อต่างกัน
สูตรดั้งเดิม 25–33 ครั้ง (Conventional fractionation)
เป็นสูตรที่ใช้กันมายาวนาน คือการให้รังสีวันละครั้ง สัปดาห์ละ 5 วัน หยุดพักเสาร์-อาทิตย์ ต่อเนื่องประมาณ 5 สัปดาห์ รวม 25 ครั้ง และหากมีข้อบ่งชี้ให้เพิ่มรังสีเฉพาะจุดแผลผ่าตัด (boost) ก็จะรวมเป็นประมาณ 30–33 ครั้ง
ข้อจำกัดที่ชัดเจนคือภาระการเดินทาง ผู้ป่วยต้องมาโรงพยาบาลเกือบทุกวันทำการนานกว่าหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นอุปสรรคจริงสำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ผู้ที่ยังต้องทำงาน หรือผู้ที่ต้องมีคนพามา ปัจจุบันสูตรนี้จึงถูกใช้น้อยลงในผู้ป่วยทั่วไป แต่ยังมีที่ใช้ในบางสถานการณ์ทางคลินิก
สูตรมาตรฐานปัจจุบัน 15–16 ครั้ง (Moderate hypofractionation)
สูตรนี้ให้รังสีต่อครั้งสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ลดจำนวนครั้งลง เหลือประมาณ 15–16 ครั้งในเวลาราว 3 สัปดาห์ งานวิจัยขนาดใหญ่หลายฉบับ (เช่น การศึกษา START จากสหราชอาณาจักร และการศึกษาจากแคนาดา) ที่ติดตามผู้ป่วยรวมกว่า 7,000 รายนานถึง 10 ปี ยืนยันว่าสูตรนี้ควบคุมโรคได้เทียบเท่าสูตรดั้งเดิม โดยผลข้างเคียงระยะยาวไม่ได้มากกว่า
ด้วยเหตุนี้ แนวทางเวชปฏิบัติสากลจึงถือว่าสูตร 15–16 ครั้งเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เคยได้ยินมาว่า "ต้องฉาย 30 กว่าครั้ง" จากประสบการณ์ของญาติหรือเพื่อนเมื่อหลายปีก่อน จึงอาจพบว่าแผนการรักษาของตนเองสั้นกว่านั้นมาก
สูตรสั้นพิเศษ 5 ครั้ง ใน 1 สัปดาห์ (Ultra-hypofractionation)

การศึกษา FAST-Forward ในสหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาผู้ป่วยประมาณ 4,000 ราย เปรียบเทียบการฉายรังสี 26 Gy จำนวน 5 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ กับสูตรมาตรฐาน 40 Gy จำนวน 15 ครั้งใน 3 สัปดาห์ ผลที่ 5 ปีพบว่าสูตร 5 ครั้งไม่ด้อยกว่าในแง่การควบคุมโรคเฉพาะที่ และผลติดตามระยะยาวถึง 10 ปีที่รายงานในเวลาต่อมาก็ยังคงยืนยันผลดังกล่าว โดยผลข้างเคียงระยะยาวโดยรวมอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
สูตรนี้จึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายศูนย์ทั่วโลกนำมาใช้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยังต้องพิจารณาลักษณะของโรค ขนาดและรูปทรงของเต้านม รวมถึงว่าจำเป็นต้องฉายบริเวณต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วยหรือไม่
การฉายรังสีเฉพาะบางส่วนของเต้านม (APBI) 5–10 ครั้ง
ในผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณาฉายรังสีเฉพาะบริเวณรอบแผลผ่าตัดแทนที่จะฉายทั้งเต้า เรียกว่า Accelerated Partial Breast Irradiation (APBI) ซึ่งใช้จำนวนครั้งน้อยลงเหลือประมาณ 5–10 ครั้ง
แนวคิดเบื้องหลังคือ การกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ส่วนใหญ่มักเกิดใกล้ตำแหน่งก้อนเดิม การมุ่งรังสีไปเฉพาะบริเวณนั้นจึงอาจให้ผลใกล้เคียงกันโดยลดปริมาณรังสีที่เนื้อเยื่อปกติได้รับ ทั้งนี้ APBI มีหลายเทคนิคและมีเกณฑ์คัดเลือกผู้ป่วยที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง
ฉายครั้งเดียวในห้องผ่าตัด (IORT) — ใครเข้าเกณฑ์บ้าง

IORT (Intraoperative Radiation Therapy) คือการฉายรังสีให้ครั้งเดียวขณะผ่าตัด ทันทีหลังศัลยแพทย์นำก้อนมะเร็งออก โดยใส่หัวฉายเข้าไปในโพรงแผลแล้วปล่อยรังสีพลังงานต่ำเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบแผลโดยตรง ใช้เวลาประมาณ 20–50 นาที ผู้ป่วยยังอยู่ภายใต้การระงับความรู้สึก จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา
IORT ถูกนำมาใช้ใน 2 บทบาท คือ (1) ใช้แทนการฉายรังสีทั้งเต้า ในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่คัดเลือกแล้ว ซึ่งเป็นบทบาทที่อธิบายในหัวข้อนี้ และ (2) ใช้เป็น boost ร่วมกับการฉายรังสีทั้งเต้าในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง (อ่านหัวข้อ boost ด้านล่าง)
สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ ข้อดีคือจบการฉายรังสีในวันผ่าตัดวันเดียว ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลซ้ำอีกหลายสัปดาห์ และรังสีพลังงานต่ำจะลดลงอย่างรวดเร็วตามระยะที่ห่างออกไป จึงช่วยจำกัดปริมาณรังสีที่หัวใจและปอดได้รับ
เกณฑ์ที่ใช้พิจารณา อ้างอิงจากการศึกษา TARGIT-A และแนวปฏิบัติของโรงพยาบาลนมะรักษ์ โดยทั่วไปได้แก่ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งชนิดที่เหมาะกับการผ่าตัดสงวนเต้า ก้อนขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตรและมีจุดเดียว (unifocal) และไม่มีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองอย่างกว้างขวาง
ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา
ขณะฉาย IORT ยังไม่ทราบผลพยาธิวิทยาฉบับสมบูรณ์ เพราะทำระหว่างผ่าตัด หากผลออกมาภายหลังพบปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าที่ประเมินไว้ แพทย์อาจแนะนำให้ฉายรังสีทั้งเต้าเพิ่มเติม (เรียกว่า risk-adapted approach)
การศึกษา ELIOT ซึ่งใช้ IORT อีกเทคนิคหนึ่งพบว่า หากคัดเลือกผู้ป่วยไม่เข้มงวดพอ อัตราการกลับเป็นซ้ำจะสูงกว่าการฉายรังสีมาตรฐาน — สะท้อนว่าการคัดเลือกผู้ป่วยคือหัวใจสำคัญที่สุด
สมาคมรังสีรักษาแห่งสหรัฐอเมริกา (ASTRO) ได้ออกคำชี้แจงระบุว่าข้อมูลติดตามระยะยาวของ IORT บางเทคนิคยังมีจำกัด และยังไม่ได้ถูกบรรจุเป็นคำแนะนำหลักในแนวทางเวชปฏิบัติมาตรฐาน
ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลนมะรักษ์จึงถือหลักว่า IORT เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่คัดเลือกมาอย่างรอบคอบเท่านั้น และต้องอธิบายทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจร่วมกับทีมแพทย์บนข้อมูลที่ครบ ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน
แล้ว "การเพิ่มรังสีตรงแผล" (Boost) ล่ะ นับเพิ่มอีกกี่ครั้ง
ในผู้ป่วยบางราย แพทย์จะเพิ่มการฉายรังสีเฉพาะจุดที่เคยมีก้อนอีกประมาณ 5–8 ครั้ง ต่อจากการฉายทั้งเต้า เรียกว่า boost เพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำตรงตำแหน่งเดิม
กลุ่มที่มักได้รับ boost ได้แก่ ผู้ป่วยอายุน้อย ผู้ที่มีลักษณะทางพยาธิวิทยาความเสี่ยงสูง หรือขอบเขตการผ่าตัดใกล้ก้อนมะเร็ง ดังนั้นเมื่อถามว่า "ต้องฉายกี่ครั้ง" คำตอบที่ครบถ้วนจึงต้องนับรวมส่วนนี้ด้วย เช่น 15 ครั้ง + boost 5 ครั้ง = 20 ครั้ง
การใช้ IORT เป็น boost ระหว่างผ่าตัด

นอกจากการใช้ IORT แทนการฉายรังสีทั้งเต้าในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีการประยุกต์ใช้ IORT ในอีกบทบาทหนึ่ง คือใช้เป็น boost โดยฉายรังสีเฉพาะจุดที่โพรงแผลระหว่างผ่าตัดครั้งเดียว แล้วจึงตามด้วยการฉายรังสีทั้งเต้าตามปกติภายหลัง
บทบาทนี้ใช้กับผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำสูงซึ่งมีข้อบ่งชี้ต้องได้ boost อยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยก่อนวัยหมดประจำเดือน ก้อนขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร เนื้องอกเกรด 3 ชนิด HER2 เป็นบวก ชนิดสามลบ (triple-negative) หรือมีส่วนประกอบมะเร็งในท่อน้ำนมกระจายกว้าง
ข้อดีเชิงปฏิบัติที่ต่างจาก boost แบบภายนอก
ฉายขณะเปิดแผล จึงเห็นตำแหน่งจริงของโพรงแผล ลดโอกาสคลาดเคลื่อน
ลดจำนวนครั้งของ boost ที่ต้องมาโรงพยาบาลเพิ่มอีก 5–8 ครั้ง เหลือรวมอยู่ในวันผ่าตัด
ผู้ป่วยยังคงได้รับการฉายรังสีทั้งเต้าตามมาตรฐาน จึงไม่ใช่การลดการรักษาลง
หลักฐานปัจจุบัน ทะเบียนการศึกษาแบบไปข้างหน้า TARGIT BQR ในผู้ป่วยกว่า 1,000 รายจาก 10 ศูนย์ในเยอรมนี รายงานว่าการใช้ IORT เป็น boost ร่วมกับการฉายรังสีทั้งเต้ามีความปลอดภัยและทำได้จริง โดยผลด้านมะเร็งวิทยาที่ 5 ปีอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนการศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบโดยตรง TARGIT-B ซึ่งทดสอบว่า IORT boost ให้ผลเหนือกว่า boost แบบภายนอกหรือไม่นั้น ปิดรับผู้ป่วยแล้วและยังอยู่ระหว่างรอผลสรุปอย่างเป็นทางการ ดังนั้นในขณะนี้จึงยังถือเป็นทางเลือกที่พิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่คำแนะนำมาตรฐานที่ใช้แทน boost ภายนอกในผู้ป่วยทุกราย
ที่โรงพยาบาลนมะรักษ์ ใช้เครื่อง Intrabeam 600 ให้รังสีในบทบาท boost ที่โดส 20 Gy ที่ผิวหัวฉาย ครั้งเดียวระหว่างผ่าตัด จากนั้นผู้ป่วยจึงรับการฉายรังสีทั้งเต้าตามแผนที่ทีมแพทย์กำหนด
อะไรเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้รับกี่ครั้ง
ปัจจัยหลักที่ทีมแพทย์นำมาพิจารณา ได้แก่
ชนิดการผ่าตัด — สงวนเต้า หรือ ตัดเต้านมทั้งเต้า
ระยะและลักษณะของโรค — ขนาดก้อน จำนวนจุด การลุกลามต่อมน้ำเหลือง ชนิดเซลล์ ตัวรับฮอร์โมนและ HER2
ผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัด — ขอบเขตการตัดปลอดมะเร็งเพียงพอหรือไม่
ความจำเป็นต้องฉายบริเวณต่อมน้ำเหลือง ร่วมด้วยหรือไม่
ลักษณะทางกายภาพ เช่น ขนาดและรูปทรงเต้านม ตำแหน่งของหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมข้างซ้าย
โรคประจำตัวและปัจจัยส่วนบุคคล รวมถึงข้อจำกัดด้านการเดินทาง
การรักษาอื่นที่ได้รับร่วม เช่น เคมีบำบัดก่อนหรือหลังผ่าตัด
เพราะปัจจัยเหล่านี้ต่างกันในทุกคน คำตอบของ "กี่ครั้ง" จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกราย
ผลข้างเคียงต่างกันไหมระหว่างสูตรสั้นกับสูตรยาว
ข้อกังวลที่พบบ่อยคือ "ฉายน้อยครั้งแต่โดสแรงขึ้น จะอันตรายกว่าไหม" — จากหลักฐานงานวิจัยที่ติดตามระยะยาว สูตรสั้นที่ผ่านการศึกษามาแล้ว (15–16 ครั้ง และ 5 ครั้งตามเกณฑ์ FAST-Forward) มีผลข้างเคียงระยะยาวโดยรวมไม่ต่างจากสูตรดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ในผู้ป่วยที่คัดเลือกเหมาะสม
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปในทุกสูตร ได้แก่ ผิวหนังบริเวณที่ฉายคล้ำหรือแห้งลอก อ่อนเพลีย และเต้านมบวมตึงชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเองหลังจบการรักษา ส่วนผลระยะยาวเช่นเนื้อเยื่อแข็งตัวหรือการเปลี่ยนแปลงรูปทรงเต้านมพบได้ในสัดส่วนน้อย
เทคนิคปัจจุบันยังช่วยลดปริมาณรังสีที่หัวใจได้ เช่น การให้ผู้ป่วยกลั้นหายใจขณะฉาย (Deep Inspiration Breath Hold) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมข้างซ้ายบางราย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ฉายแสงมะเร็งเต้านมกี่ครั้ง?
ขึ้นอยู่กับสูตรที่แพทย์เลือก โดยทั่วไปมีตั้งแต่ 25–33 ครั้ง (สูตรดั้งเดิม 5–6 สัปดาห์), 15–16 ครั้ง (มาตรฐานปัจจุบัน ประมาณ 3 สัปดาห์), 5 ครั้ง (สูตรสั้นพิเศษ 1 สัปดาห์) ไปจนถึง 1 ครั้งด้วยวิธี IORT ในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก แพทย์รังสีรักษาจะกำหนดจำนวนที่เหมาะสมจากลักษณะโรคของผู้ป่วยแต่ละราย
ฉายแสงแต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไร เจ็บไหม?
การฉายรังสีแต่ละครั้งใช้เวลาในห้องฉายประมาณ 10–20 นาที โดยเวลาที่ปล่อยรังสีจริงเพียงไม่กี่นาที ระหว่างฉายไม่รู้สึกเจ็บ คล้ายการเอกซเรย์ ส่วนใหญ่เวลาจะหมดไปกับการจัดท่าให้ตรงตำแหน่งเดิมทุกครั้ง
ฉายแสงน้อยครั้งกว่า ผลการรักษาแย่กว่าหรือเปล่า?
ไม่ใช่ สูตรสั้นที่ใช้ในปัจจุบันผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับสูตรดั้งเดิมในผู้ป่วยหลายพันรายและติดตามผลนานเป็นสิบปี พบว่าควบคุมโรคได้เทียบเท่ากันในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ เพราะปริมาณรังสีต่อครั้งถูกคำนวณให้ผลรวมทางชีวภาพใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่เหมาะกับสูตรสั้น
ผ่าตัดสงวนเต้าแล้ว ไม่ฉายแสงได้ไหม?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ผ่าตัดสงวนเต้าจำเป็นต้องฉายรังสี เพราะจะได้ผลการควบคุมโรคเทียบเท่าการตัดเต้านมทั้งเต้าก็ต่อเมื่อมีการฉายรังสีร่วมด้วย มีเพียงผู้ป่วยบางกลุ่มเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุที่มีก้อนเล็ก ตอบสนองต่อฮอร์โมน และไม่มีการลุกลามต่อมน้ำเหลือง ที่แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกอื่น ซึ่งต้องประเมินเป็นรายบุคคล
IORT ฉายครั้งเดียวจริงหรือ แล้วต้องฉายเพิ่มอีกไหม?
ในผู้ป่วยที่คัดเลือกเหมาะสม IORT ให้รังสีครั้งเดียวในห้องผ่าตัดและไม่ต้องฉายเพิ่ม แต่เนื่องจากทำขณะที่ผลพยาธิวิทยายังไม่สมบูรณ์ หากผลออกมาภายหลังพบปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าที่คาด แพทย์อาจแนะนำให้ฉายรังสีทั้งเต้าเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
IORT ใช้ได้เฉพาะแทนการฉายทั้งเต้าใช่ไหม?
ไม่ใช่ IORT ถูกนำมาใช้ 2 บทบาท คือใช้แทนการฉายรังสีทั้งเต้าในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่คัดเลือกแล้ว และใช้เป็น boost คือฉายเฉพาะจุดโพรงแผลระหว่างผ่าตัดครั้งเดียว แล้วตามด้วยการฉายรังสีทั้งเต้าตามปกติ ซึ่งบทบาทหลังนี้ใช้กับผู้ป่วยความเสี่ยงสูงที่มีข้อบ่งชี้ต้องได้ boost อยู่แล้ว และช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาลเพิ่ม แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าบทบาทใดเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ฉายแสงแล้วมีรังสีตกค้างเป็นอันตรายกับคนรอบข้างไหม?
ไม่มี การฉายรังสีจากภายนอกและ IORT ด้วยเครื่องที่ใช้ในห้องผ่าตัดไม่ทำให้เกิดรังสีตกค้างในตัวผู้ป่วย จึงสามารถอยู่ใกล้ชิดครอบครัว ลูกหลาน และผู้สูงอายุได้ตามปกติ
ระหว่างฉายแสงยังทำงานได้ไหม?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ อาจมีอาการอ่อนเพลียสะสมโดยเฉพาะช่วงท้ายของการรักษา จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงงานหนัก สำหรับผู้ที่ทำงานประจำ สูตรสั้นอาจช่วยลดจำนวนวันลาได้มาก
เกี่ยวกับโรงพยาบาลนมะรักษ์
โรงพยาบาลนมะรักษ์เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านเต้านมและมะเร็งเต้านมในกรุงเทพฯ ดูแลครบวงจรตั้งแต่การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรม 3 มิติ การวินิจฉัย การผ่าตัด ไปจนถึงการรักษาต่อเนื่องและการติดตามระยะยาว โดยทีมสหสาขาที่ประกอบด้วยศัลยแพทย์เต้านม แพทย์รังสีรักษา และอายุรแพทย์มะเร็ง ร่วมกันวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
โรงพยาบาลให้บริการ IORT ด้วยเครื่อง Intrabeam 600 ภายในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลเอง ส่วนการฉายรังสีภายนอก (EBRT) ดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร โดยทีมแพทย์ของนมะรักษ์เป็นผู้วางแผนการรักษาและประสานงานต่อเนื่องให้ผู้ป่วยตลอดกระบวนการ
หากคุณกำลังวางแผนการรักษาและต้องการทราบว่าสูตรการฉายรังสีแบบใดเหมาะกับกรณีของคุณ หรือต้องการขอความเห็นที่สอง (Second Opinion) ก่อนตัดสินใจ ทีมแพทย์ของเราพร้อมให้คำปรึกษา — จองนัดออนไลน์ หรือโทร 02-059-0245
เขียนและตรวจสอบเนื้อหาโดย: รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน — นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย และทีมแพทย์โรงพยาบาลนมะรักษ์
แหล่งอ้างอิงหลัก: การศึกษา START (สหราชอาณาจักร), FAST-Forward (ผลติดตาม 5 ปีและ 10 ปี), TARGIT-A, TARGIT BQR, ELIOT และคำชี้แจงของ American Society for Radiation Oncology (ASTRO) เกี่ยวกับ IORT
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม


ความคิดเห็น