เทคนิคการเจาะชิ้นเนื้อเต้านมด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy): การเลือกเข็มและการนำทาง
- รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน
- 14 พ.ย. 2567
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 7 วันที่ผ่านมา
การเจาะตรวจชิ้นเนื้อเต้านมด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy)
รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน
การเจาะตรวจชิ้นเนื้อเต้านมด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy) คือการใช้เข็มกลวงขนาดใหญ่เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากก้อนหรือจุดผิดปกติในเต้านมออกมาเป็นแท่งเล็กๆ เพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา ให้ข้อมูลละเอียดกว่าการเจาะด้วยเข็มเล็ก (FNA) ทั้งชนิดของเซลล์และสมบัติทางชีวโมเลกุล ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
การเจาะตรวจชิ้นเนื้อเต้านมด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy) เป็นวิธีการที่สำคัญในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ซึ่งมีหลากหลายเทคนิค
ขั้นตอนการเจาะตรวจชิ้นเนื้อด้วยเข็มขนาดใหญ่
การเตรียมตัว: ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการตรวจและสิ่งที่ต้องทำก่อนการตรวจ เช่น งดใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและประเมินตำแหน่งของก้อนเนื้อที่สงสัย
การเตรียมพื้นที่ตรวจ: ผู้ป่วยจะนอนหรือนั่งในท่าที่เหมาะสมเพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงบริเวณเต้านมได้ง่าย บริเวณที่ทำการตรวจจะถูกทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ
การฉีดยาชา: แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่ทำการตรวจเพื่อลดความเจ็บปวดและความไม่สบายในระหว่างการตรวจ
การเจาะตรวจชิ้นเนื้อ: แพทย์จะใช้เข็มขนาดใหญ่ (core needle) เจาะเข้าไปในก้อนเนื้อหรือบริเวณที่สงสัยเพื่อตัดชิ้นเนื้อ โดยใช้ภาพรังสีเช่น อัลตราซาวด์ แมมโมแกรม หรือ MRI ช่วยในการนำทางเข็มไปยังตำแหน่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้เข็มจะตัดเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ อย่างน้อย 5-6 ชิ้นเพื่อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา
การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ: ตัวอย่างชิ้นเนื้อที่เก็บได้จะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ พยาธิแพทย์จะทำการวิเคราะห์ตัวอย่างชิ้นเนื้อว่ามีก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็งหรือไม่
การดูแลหลังการตรวจ: ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการดูแลแผลและป้องกันการติดเชื้อ โดยจะมีการนัดตรวจติดตามเพื่อประเมินผลการตรวจและวางแผนการรักษาต่อไป
การเลือกเข็มสำหรับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ
1. เข็มแบบใช้มือ (Manual Core Needle): หรือเรียกว่า Tru-cut biopsyใช้มือในการควบคุมการเจาะและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เมื่อแพทย์สอดเข็มเข้าไปในเข็มนำทาง (Coaxial Needle) จนถึงขอบก้อน แพทย์ต้องทำการเลื่อนเข็มเข้าไปในก้อน และตัดชิ้นเนื้อ ทีละขั้นตอนด้วยตนเอง ซึ่ง ต้องการทักษะและประสบการณ์ของแพทย์ในการควบคุมการเจาะ เข็มชนิดนี้มีราคาถูกกว่าชนิดอื่นๆ
2. เข็มแบบอัตโนมัติ (Automated Core Needle): เมื่อแพทย์สอดเข็มเข้าไปในเข็มนำทาง (Coaxial Needle) จนถึงขอบก้อน เข็มจะมีระบบอัตโนมัติในการการเลื่อนเข็มเข้าไปในก้อน และทำการตัดชิ้นเนื้อ ทำได้รวดเร็ว, ลดความเจ็บปวดและความไม่สบายของผู้ป่วย, ไม่ต้องการทักษะสูงในการใช้งาน ทั้งนี้วิธีนี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับการตัดชิ้นเนื้อในบางตำแหน่ง เช่นในรักแร้
3. เข็มแบบเจาะดูดอัตโนมัติ (Vacuum-Assisted Core Needle): ใช้ระบบสูญญากาศในการช่วยดูดและเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อได้มากกว่าในแต่ละครั้ง, ลดจำนวนครั้งที่ต้องเจาะ ข้อเสียคือมีราคาสูงกว่า เข็มชนิดอื่น มากกว่า 10-20 เท่า เหมาะสำหรับการเจาะความผิดปกติที่เห็นเฉพาะในแมมโมแกรม เช่น หินปูนกลุ่มเล็กๆ หรือต้องการตัดก้อนเนื้อจนหมดก้อน ต้องการอุปกรณ์พิเศษในการใช้งาน
การใช้เข็ม Coaxial
เข็ม Coaxial: เป็นเข็มนำทางที่ใช้ในการเจาะเพื่อนำทางเข็มขนาดใหญ่ (core needle) ให้เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำยิ่งขึ้น
การใช้งาน: ใช้เข็ม Coaxial เจาะเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการก่อน จากนั้นใช้เข็มขนาดใหญ่ผ่านเข็ม Coaxial เพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เนื่องจากเข็ม Coaxial ช่วยนำทางเข็มขนาดใหญ่ให้เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้ตรงจุด
ลดการปนเปื้อนของเซลล์มะเร็งไปตามรอยเข็มที่ผ่านเนื้อปกติ
เทคนิคการนำทาง
1. การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Biopsy):
ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างภาพของก้อนเนื้อและชิ้นเนื้อรอบข้าง
แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของเข็มในเรียลไทม์ ทำให้การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อมีความแม่นยำสูง
ข้อดี: ไม่ใช้รังสี, เหมาะสำหรับก้อนเนื้อที่สามารถเห็นได้ชัดเจนในอัลตราซาวด์
2. การนำทางด้วยแมมโมแกรม (Stereotactic Biopsy):
ใช้ภาพแมมโมแกรมจากสองมุมในการคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำของก้อนเนื้อ
เหมาะสำหรับก้อนเนื้อที่ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนด้วยอัลตราซาวด์
ข้อดี: ให้ภาพที่ชัดเจนของตำแหน่งก้อนเนื้อ, เหมาะสำหรับก้อนเนื้อขนาดเล็กหรือบริเวณที่มีแคลเซียมสะสม
3. การนำทางด้วย MRI (MRI-Guided Biopsy):
ใช้ภาพจาก MRI เพื่อสร้างภาพสามมิติของก้อนเนื้อและชิ้นเนื้อรอบข้าง
เหมาะสำหรับก้อนเนื้อที่ตรวจไม่พบในแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์
การเจาะก้อนเนื้อ (Mass Lesions):
ลักษณะ: ก้อนเนื้อมีลักษณะเป็นก้อนที่สามารถเห็นได้ชัดเจนในภาพรังสีหรืออัลตราซาวด์
เทคนิคการเจาะ: ใช้เข็มขนาดใหญ่ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ โดยใช้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์
การเลือกเข็ม: เข็มแบบอัตโนมัติ (Automated Core Needle):
ข้อดี: เก็บตัวอย่างได้ง่ายและชัดเจน, สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำ
การเจาะหินปูน (Calcifications):
ลักษณะ: หินปูนหรือแคลเซียมสะสมในชิ้นเนื้อเต้านม มักพบในการตรวจแมมโมแกรม
เทคนิคการเจาะ: ใช้การนำทางด้วยแมมโมแกรม (Stereotactic Biopsy) เพื่อคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำของหินปูน
การเลือกเข็ม: เข็มแบบเจาะดูดอัตโนมัติ (Vacuum-Assisted Core Needle)
ข้อดี: สามารถตรวจสอบหินปูนที่ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนด้วยวิธีอื่น, เก็บตัวอย่างได้หลายชิ้นในแต่ละครั้ง
สรุป
การเจาะตรวจชิ้นเนื้อเต้านมด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy) เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและสำคัญในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การเลือกเข็มและเทคนิคการนำทางที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของการตรวจ ควรใช้เข็มนำทาง (Coaxial Needle) ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดการปนเปื้อนของเซลล์มะเร็งไปตามรอยเข็มที่ผ่านเนื้อปกติ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Core Needle Biopsy (FAQ)
Core Needle Biopsy ต่างจากการเจาะด้วยเข็มเล็ก (FNA) อย่างไร?
Core Needle Biopsy ใช้เข็มขนาดใหญ่กว่าและเก็บชิ้นเนื้อออกมาเป็นแท่ง จึงบอกชนิดของเซลล์และสมบัติทางชีวโมเลกุล (เช่น ER/PR, HER2) ได้ละเอียดกว่า ส่วน FNA ใช้เข็มเล็กดูดได้เพียงระดับเซลล์ เหมาะกับถุงน้ำหรือต่อมน้ำเหลือง
เจาะ Core Needle Biopsy เจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน?
ใช้ยาชาเฉพาะที่ จะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนฉีดยาชา หลังจากนั้นบริเวณที่เจาะจะชา ขั้นตอนใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที เสร็จแล้วพักสังเกตอาการสั้นๆ และกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
การนำทางด้วยอัลตราซาวนด์ แมมโมแกรม (Stereotactic) และ MRI เลือกใช้เมื่อไร?
แพทย์เลือกวิธีนำทางตามว่าก้อนหรือหินปูนเห็นชัดที่สุดด้วยเครื่องมือใด อัลตราซาวนด์ใช้กับก้อนที่เห็นด้วยคลื่นเสียง แมมโมแกรม (Stereotactic) ใช้กับหินปูน และ MRI ใช้กับรอยโรคที่เห็นเฉพาะใน MRI
เข็มแบบ Manual, Automated และ Vacuum-Assisted ต่างกันอย่างไร?
เข็มแบบใช้มือ (Manual/Tru-cut) แพทย์ควบคุมเอง เข็มอัตโนมัติ (Automated) ยิงเก็บชิ้นเนื้อได้เร็วและสม่ำเสมอ ส่วนเข็มเจาะดูดสุญญากาศ (Vacuum-Assisted) เก็บชิ้นเนื้อได้มากในการเจาะครั้งเดียว เหมาะกับหินปูนหรือก้อนเล็ก
รู้ผลเจาะชิ้นเนื้อภายในกี่วัน?
โดยทั่วไปผลพยาธิวิทยาทราบภายในประมาณ 3–7 วันทำการ ขึ้นกับการตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะนัดอธิบายผลและวางแผนการดูแลร่วมกัน
เจาะ Core Needle Biopsy แล้วต้องผ่าตัดต่อทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นกับผลชิ้นเนื้อ หากเป็นเนื้อดีและสอดคล้องกับภาพ แพทย์อาจนัดติดตามเป็นระยะ แต่ถ้าผลเป็นมะเร็ง น่าสงสัย หรือไม่สอดคล้องกับภาพ อาจแนะนำผ่าตัดเพื่อยืนยันหรือรักษาต่อ
บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบความถูกต้องโดย: รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเต้านม โรงพยาบาลนมะรักษ์ • อัปเดตล่าสุด: พฤษภาคม 2569
หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและสภาพผู้ป่วยแต่ละราย ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ที่ตายตัวได้ กรุณาปรึกษาแพทย์เพื่อแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
อ่านเพิ่มเติม: คู่มือเจาะชิ้นเนื้อเต้านม (ครบทุกขั้นตอน)




ความคิดเห็น